
กรุงเทพฯ ประเทศไทย (22 เมษายน 2569) – ผลการศึกษาล่าสุดจากเต็ดตรา แพ้ค เผยให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์แปรรูปผลิตภัณฑ์นมที่มีอยู่เดิมให้ทันสมัย สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 40-49%1 ขึ้นอยู่กับประเภทของไลน์การผลิต นอกจากนี้ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับดังกล่าวยังไม่จำเป็นต้องทำการยกเครื่องไลน์การผลิตใหม่ทั้งหมด โดยสามารถใช้เพียงโซลูชันที่มีจำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันได้ ผลการศึกษายังเผยให้เห็นว่าการยกระดับไลน์การผลิตที่มีอยู่มีส่วนช่วยลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
รายงาน Dairy Processing Impact Assessment ฉบับนี้ ผ่านการตรวจสอบโดยองค์กรอิสระอย่าง Carbon Trust โดยใช้ระเบียบวิธีที่สอดคล้องกับกรอบมาตรฐานระดับสากลด้าน Avoided Emissions หรือการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่สามารถหลีกเลี่ยงได้2 ภายในรายงานยังได้ระบุผลประโยชน์เชิงปริมาณจากการยกระดับไลน์การผลิตนมที่มีอยู่เดิม3 โดยใช้ไลน์การผลิตที่ใช้แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในปี 2562 เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบกับแบบจำลองผลลัพธ์ของไลน์การผลิตที่ได้รับการยกระดับที่นำไปใช้ทั่วโลกในปี 2568
อุตสาหกรรมนมเป็นอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบอาหารโลก ทั้งในด้านการผลิตอาหารและเครื่องดื่มและการสร้างอาชีพให้แก่ผู้คนจำนวนมาก ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนี้ยังเป็นภาคส่วนที่ใช้น้ำและพลังงานจำนวนมากและมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 2.7% ของทั้งโลกในปี 25664 อย่างไรก็ตาม บริบทดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิภาพไลน์การผลิตที่มีอยู่ด้วยโซลูชันที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และพัฒนาการดำเนินงานด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องรอเทคโนโลยีใหม่หรือเปลี่ยนไลน์เครื่องจักรในการผลิตทั้งระบบ การปรับปรุงเหล่านี้ล้วนเป็นแนวทางที่ใช้ได้ผลจริง และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตนมให้มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่า และมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น
โดยผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การปรับปรุงอุปกรณ์ที่มีอยู่ให้ทันสมัยสามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมได้เป็นอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 47% ลดการใช้น้ำได้ 45% และลดการสูญเสียผลิตภัณฑ์ได้ 57%5 ซึ่งหากมีการนำการปรับปรุงเหล่านี้ไปใช้ในอุตสาหกรรมนมทั่วโลก อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนรวมได้สูงถึง 12.7 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่ากับการนำรถยนต์ออกจากท้องถนนได้ถึงสามล้านคัน6 นอกจากนี้ การนำโซลูชันด้านการประหยัดน้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ อาทิ ระบบกรองขั้นสูง (Advanced Filtration) และระบบทำความสะอาดอัตโนมัติภายในไลน์การผลิต (Cleaning in Place หรือ CIP) อาจช่วยลดปริมาณการใช้น้ำในไลน์การผลิตนมทั่วโลกได้มากถึง 455 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี
สำหรับประเทศไทย อุตสาหกรรมนมถือเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 ไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์นมอันดับหนึ่งของอาเซียน ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 19,600 ล้านบาท7 โดยมีผลิตภัณฑ์นมยูเอชที นมพร้อมดื่ม และโยเกิร์ต เป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ผลการศึกษาครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญโดยตรงต่อผู้ผลิตนมในประเทศ
โรดริโก โกดอย รองประธานฝ่ายบริหารกลุ่มกระบวนการผลิตของเต็ดตรา แพ้ค กล่าวว่า “สำหรับผู้ผลิตนมจำนวนมาก การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไปพร้อมกับการบริหารจัดการต้นทุนนับเป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญในทุก ๆ วัน ผลการศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมอย่างตรงจุดสามารถลดการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงลดการสูญเสียของผลิตภัณฑ์ได้จริง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพและลดต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership - TCO) โดยไม่ส่งผลกระทบกับกระบวนการผลิต”
“นอกจากนี้ กรอบนโยบายที่เอื้อต่อการสนับสนุน ควบคู่กับการเข้าถึงมาตรการจูงใจทางการเงินที่ตรงเป้าหมาย จะทำให้การยกระดับไลน์การผลิตสามารถขยายผลในวงกว้างได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการลงทุนเริ่มต้นและเร่งขับเคลื่อนให้ภาคอุตสาหกรรมนมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว”
ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า การปรับปรุงไลน์การผลิตที่มีอยู่เดิมมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงในระบบอาหารที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ ทั้งนี้ ผู้ผลิตนมสามารถลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วยการยกระดับไลน์ผลิตที่มีอยู่เดิมผ่านโซลูชันของเต็ดตรา แพ้คที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้
สุรพงศ์ กอบประดิษฐกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกระบวนการผลิต บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "ในปัจจุบันที่อุตสาหกรรมนมของไทยยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นในภูมิภาค ผลการศึกษานี้ ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนในการยกระดับไลน์การผลิตได้ง่ายยิ่งขึ้น โดยทีมงานของเราพร้อมช่วยเหลือทั้งในด้านการสำรวจไลน์การผลิตที่มีอยู่ของลูกค้า และเสนอแนวทางการขยายกำลังการผลิตหรือปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อม"
เวโรนิกา เทียเม่ รองผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรปของ Carbon Trust กล่าวว่า “ระบบอาหารของเรามีศักยภาพในการลดคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ การประเมิน Avoided Emissions จะช่วยให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าโซลูชันแต่ละชนิดสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากน้อยเพียงใด และเมื่อมีการวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็จะทำเกิดฐานข้อมูลที่จำเป็นต่อการขยายผลโซลูชันเหล่านี้ในวงกว้าง”
เกี่ยวกับ เต็ดตรา แพ้ค
เรามุ่งมั่นในการทำให้อาหารปลอดภัยและเข้าถึงได้ ด้วยการนำเสนอระบบการผลิตอาหารที่ล้ำสมัย โดยอาศัยความร่วมมือกับลูกค้าและซัพพลายเออร์ พร้อมกับพนักงานผู้ทุ่มเทของเรากว่า 24,000 คนทั่วโลก ในการปกป้องอาหารอย่างยั่งยืนในทุกวัน เพื่อผู้คนหลายร้อยล้านคนในกว่า 160 ประเทศ เพราะนี่คือเป้าหมายที่เรายึดมั่น
เรามุ่งมั่นที่จะผลิตอาหารที่ปลอดภัยและซื้อหาได้ในทุกที่ และยืนยันที่จะปกป้องทุกคุณค่า ด้วยการปกป้องอาหาร ผู้คน และโลกของเรา
ข้อมูลเกี่ยวกับ เต็ดตรา แพ้ค กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ https://www.tetrapak.com/en-th
1 Based on an avoided-emissions / net carbon impact approach comparing 2019 Tetra Pak best-practice lines with upgraded lines in a 2025 implementation context.
2 The comprehensive, independently reviewed study compared 2019 Tetra Pak best‑practice lines with upgraded lines in a 2025 implementation context. The study was aligned with leading frameworks, including the World Business Council for Sustainable Development’s Avoided Emissions Guidance and the European Green Digital Coalition’s Net Carbon Impact Methodology, and the energy-related greenhouse gas emissions savings were reviewed by the Carbon Trust.
3 Processing and filling lines for pasteurized milk, fermented yoghurt, indirect UHT milk and direct UHT milk.
4 https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37747649/
5 Comparisons are versus Tetra Pak’s 2019 best‑practice lines and are not intended as a wider industry benchmark. Results are based on modelled best‑practice scenarios and will vary by geography and specific site implementation, especially when implemented across thousands of lines.
6 Compared to 2019 best‑practice lines. Figures are potential savings based on modelled global roll‑out in 2025. These are conservative estimates as they include solution emissions and do not yet convert water or product‑loss savings into avoided emissions. Based on the United States Environmental Protection Agency’s Greenhouse Gas Equivalencies Calculator: https://www.epa.gov/energy/greenhouse-gas-equivalencies-calculator
7 Ministry of Commerce, Thailand (February 2025); Nation Thailand, 6 February 2025: https://www.nationthailand.com/business/trade/40045955
8 https://www.tetrapak.com/en-gb/solutions/integrated-solutions-equipment/processing-equipment/heat-pumps/integrated-heat-pump-system
9 https://www.tetrapak.com/en-gb/insights/cases-articles/onestep-technology-provides-production-flexibility
10 https://www.tetrapak.com/en-gb/solutions/integrated-solutions-equipment/processing-equipment/membrane-filtration
หากสื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด
ฐาปนี จันทร์หอม
ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร
โทรศัพท์: +662-018-3000
อีเมล: Tapanee.Junhom@tetrapak.com
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ (วีโร่ ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์)
วิมลพรรณ นามพาโชค
โทรศัพท์: +66 96 669 9746
อีเมล: wimonphan@vero-asean.com หรือ tetrapakTH@vero-asean.com